“วิกฤตการณ์การเงิน”   ได้ยินคำนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันไกลตัว แต่เมื่อเกิดขึ้น  เศรษฐกิจจะซบเซา หลายๆฝ่ายได้รับผลกระทบ  วิกฤตการเงินล่าสุดที่ถือว่า ร้ายแรงและส่งผลกระทบทั่วโลก คือวิกฤตการณ์การเงิน 2008 หรือ Subprime Crisis   วิกฤตนี้เกิดที่อเมริกา โดยมีสาเหตุจากการผูกตราสารหนี้ไว้กับสินทรัพย์ที่ไม่มีมูลค่า (คนซื้อไม่ได้ยอมจ่ายเพื่อใช้สินค้าและบริการจริงๆ โดยราคาที่ขายที่สูงมาจากการเก็งกำไร )  นำสินทรัพย์มารวมไว้ด้วยกันทำเป็นตราสารหนี้ชิ้นใหม่ นักลงทุนแห่ซื้อเพื่อเก็งกำไรตราสารหนี้ตัวใหม่นี้จนราคาทะยานสูงขึ้น

เมื่อราคาตราสารหนี้ถูกดันขึ้นไปมากๆ  ณ จุดๆนึง นักลงทุนไม่เห็นอนาคตของราคาที่จะเพิ่มขึ้น จึงเร่งเทขายทำให้ราคาตกลงอย่างรวดเร็ว  ( เหตุการณ์เก็งกำไรหรือการที่ราคาสินทรัพย์สูงกว่าราคาที่คนซื้อยอมจ่ายเพื่อใช้สินค้าและบริการจริงๆ  ถูกเรียกว่า “ฟองสบู่”  เมื่อนักลงทุนรู้ตัว เริ่มเทขาย ราคาสินทรัพย์ตกอย่างหนัก  นั่นคือ “ฟองสบู่แตก”  หรือ “วิกฤตการณ์การเงิน”นั่นเอง )

ทีนี้พอราคาสินทรัพย์ตก มันไม่ใช่เกิดเฉพาะที่อเมริกาเท่านั้น  แต่เกิดขึ้นทั่วโลกเนื่องจากการลงทุนข้ามประเทศ     ทั้งโลกขาดทุนทั้งมูลค่าและสภาพคล่อง (คือขายสินทรัพย์ก็ได้ราคาต่ำแถมยังขายไม่ออกอีก)  แน่นอนลามมาถึงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงของทั้งประเทศคู่ค้าและในประเทศ พูดง่ายๆคือ ธุรกิจส่วนใหญ่มียอดขายลดลง จะลงทุนทำอะไรก็มองไม่เห็นรายได้  มนุษย์เงินเดือนได้รับโบนัสน้อย  เงินเดือนไม่เพิ่มหรืออาจร้ายแรงถึงขั้นโดนเชิญออก  หากเราสามารถคาดการณ์วิกฤตเศรษฐกิจนี้ได้ก็คงดี

“เราคาดการณ์วิกฤตการณ์ได้  ”  Didier Sornette กล่าว

จะคาดการณ์ยังไงล่ะ ?   Didier ได้ตั้งโครงการหนึ่งขึ้นมาเพื่อคาดการณ์การเกิดฟองสบู่โดยเฉพาะ เป้าหมายคือเพื่อหาฟองสบู่ และบอกได้ว่าฟองสบู่นั้นมีโอกาสจะแตกตอนไหนโดยบอกเป็นช่วงของความน่าจะเป็น เค้าใช้ทฤษฎี Dragon-Kings มาอธิบาย

Dragon-Kings คือเหตุการณ์ที่พิเศษ  แปลกแยกไม่เหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้าอย่างสุดโต่ง   ถูกสืบหาโดยนำข้อมูลมาเรียงตามช่วงเวลา  แล้วกำหนดเส้นๆหนึ่งไว้เพื่อบอกแนวโน้มการเกาะกลุ่มหรือพฤติกรรมของข้อมูลนั้น  หากข้อมูลในเวลาต่อๆมาเบนออกจากเส้นนั้นอย่างชัดเจน  บอกได้ว่าอะไรที่ไม่ปกติเกิดขึ้นแล้ว  มันคือ Dragon-kings

Didier ยกตัวอย่างกราฟแสดงขนาดความแตกต่างของราคาระหว่างจุดสูงสุดกับจุดต่ำสุด  หากราคามีความเปลี่ยนแปลงเยอะ จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดจะมีระยะห่างมาก  และถ้าระยะตรงนี้มันห่างกันมากกว่าปกติมันคือสัญญานบอกว่า มี Dragon-Kings เข้าแล้ว  พูดอีกแง่คือการที่ราคาที่มีความผันผวนไปในทางบวก เหวี่ยงมาก แตกต่างจากแนวโน้มปกติโดยชัดเจนนั่นแหล่ะ “ฟองสบู่”

Dragon-kings
ภาพแสดง Dragon-Kingsของกราฟราคา

ในการคาดการณ์ฟองสบู่ Didier มุ่งประเด็นไปที่การโตแบบ เอกซ์โพเนนเชียล หรือการโตมากๆ   เช่น อัตราการโตของกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีแรก 5% ปีต่อมาเพิ่มเป็น  10% 20% และ 40%  ตามลำดับ  การโตมากๆแบบนี้คือลักษณะของการเกิดฟองสบู่  หรือการที่ราคาซื้อขายสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน    ประเด็นสำคัญคือ เมื่อไหร่ล่ะฟองสบู่จะแตก ?   Didier คาดการณ์โดยใช้ช่วงต้นๆของการเกิดฟองสบู่เป็นตัวกำหนดความน่าจะเป็นของช่วงเวลาที่มันจะแตก   นอกจากในตลาดเงิน Dragon-Kings ยังสามารถใช้อธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งทางการแพทย์ อุตสาหกรรม แม้กระทั่ง เหตุการณ์ทางทะเลและชั้นบรรยากาศ   Didier เชื่อว่ามันเป็นไปได้ที่ระบุวิฤตล่วงหน้า เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวรับกับผลกระทบของมัน

“จะไม่มีอีกต่อไปที่ เศรษฐกิจถดถอย หรือวิกฤติการเงินยุโรปจะทำให้เราประหลาดใจได้ ”    Didier กล่าวอย่างเชื่อมั่น

 


ฟัง Didier Sornette พูดแบบเต็มๆได้ตามลิงค์ข้างล่างเลยค่ะ

 

Facebook Comments
Munin_l@hotmail.com'

A trainee in logistics who’s interested in economics, music, travelling, photo shooting and beer tasting. :))

Similar Articles