คงจะดีใช่ไหม ถ้าเราสามารถนั่งเล่นคอม อ่านหนังสือ หรือแค่นอนหลับ ในขณะรถของเรากำลังพาเราไปส่งถึงที่ทำงานได้? คงจะดีใช่มั๊ยถ้ารถเราขับเองได้?

สำหรับคุณ Chrim Urmson หนึ่งในทีมนักวิจัยและประดิษฐ์รถที่ไร้คนขับที่ Google บอกว่านี่ไม่ใช้ความฝันหรือเรื่องในนิยายไซไฟอนาคตอีกต่อไป นี่คือเรื่องจริง รถที่ขับเองได้กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตคุณเร็วกว่าที่คุณคิด!

 

ว่าแต่รถที่ขับเองได้มันทำงานอย่างไร?

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้รถคนนึงรู้ว่าต้องขับอย่างไร ไปทางไหน และเบรคเมื่อไหร่  เพราะถ้ารถเบรคบ่อยเกินความจำเป็นก็จะคงจะน่ารำคาญมากๆ และถ้าไม่เบรคเลยก็คงไม่มีใครกล้านั่ง+

คุณ Chris บอกว่านี่โจทย์จะยากมากๆ แต่ถ้าแบ่งเป็นกระบวนความคิดของรถออกมาเราก็จะพบว่ามันมีขั้นตอนกาาคิดดังนี้

  1. จัดรถให้อยู่บนแผนที่ ให้ตรงกับ GPS
  2. มองสิ่งต่างๆ รอบข้าง ว่างอะไรบา้ง
  3. ทำนายว่า ทุกอย่างรอบๆ จะขยับไปทางไหนบ้าง
  4. คิดว่าเราจะต้องไปทางไหน และเร็วแค่ไหน
  5. แล้วที่เหลือก็แค่หมุนพวงมาลัย และเหยียบคันเร่งหรือเบรค

ซึ่งจาก 5 ขั้นตอนนี้ ขั้นตอนที่คุณ Chris ใช้เวลาการพัฒนามากที่สุดคือขั้นตอนที่ 2 และ 3

สำหรับรถในอนาคตการมองเห็นสิ่งต่างๆ นั้นไม่พอ รถนั้นจะต้องรู้ด้วยว่าทุกอย่างรอบๆตัวนั้นคืออะไรบ้าง และมีพฤติกรรมอย่างไร  เช่น มีตำรวจกำลังเรียกอยู่รึเปล่า  มีเด็กวิ่งตัดมาบนถนนรึเปล่า  คนขับจักรยานข้างหน้ากำลังจะเปลี่ยนเลนรึเปล่าเป็นต้น

Driverlesscar3
ก่อนจะเหยียบคันเร่ง ต้องรู้ก่อนว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวเราทำอะไรอยู่บ้าง

แล้วรถมันจะรู้เยอะขนาดนี้ได้ยังไง?

คำตอบคือการแชร์ความรู้ครับ  รถแต่ละคันจะต้องสามารถแชร์ “ประสบการณ์” ให้กับรถคันอื่นๆ ได้นั่นเอง

หลังจากที่เราเก็บข้อมูลรูปของคนเดินถนน รถต่างๆ จักรยาน ป้ายบอกทาง หรือแม้แต่นกที่บินตัดหน้าเป็นล้านๆ ครั้งแล้ว รถเราก็จะสามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร แค่นั้นไม่พอ รถเราจะสามารถทำนายได้อย่างง่ายดายว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวเรานั้นกำลังคิดจะทำอะไรอยู่บ้าง และเมื่อเข้าใจแล้ว รถเราก็จะขับไปตามเส้นทางที่คำนวณมานั่นเอง เจ๋งสุดๆ

Driverlesscar4
ตัวอย่างข้อมูลของคนที่รถแต่ละคันเก็บ

 

แล้วถ้าเจอสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนล่ะ ? คุณ Chris บอกว่าเขาเคยเจอของแปลกๆ เช่นคนแก่ที่นั่งรถเข็นกำลังไล่เป็ดอยู่กลางถนน ถ้าเจอแบบนี้ถึงนักวิจัยของเราจะอึ้ง แต่รถของเราก็จะถูกสั่งให้ขับไปช้าๆ อย่างระมัดระวังนั่นเองครับ

ข้อดีของรถที่ขับเองได้

 

  1. เพิ่มเวลาว่างเป็นล้านๆ ชั่วโมงทุกวันให้กับทุกคน  รู้หรือไม่ว่าคนอเมริกาเสียเวลามากถึง 100 ล้านชั่วโมง ไปกับการเดินทางในทุกๆ วัน ซึ่งเทียบเท่ากับชั่วชีวิตของคุณ 162 คนเลยทีเดียว!  จะดีกว่ามั๊ยถ้าเราเอาเวลานี้ไปทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะเล่น ทำงาน หรือนอนเอาแรง แทนที่มาเครียดอยู่บนถนนโดยการใช้รถที่ขับเองได้แทน
  2. ปลอดภัยกว่าเป็นร้อยเท่า ไม่เหมือนคนธรรมดาที่เดี๋ยวก็เล่นมือถือ เดี๋ยวก็หยิบของ หรือไม่ก็เผลอมองสาวๆ นอกหน้าต่าง รถที่ขับเองได้นั้นทำงานตลอดทุกเสี้ยววินาที และมีเซ็นเซอร์ที่สามารถจับทุกการเคลื่อนไหวของรถทุกคันที่อยู่รอบข้าง แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในมุมอับของสายตาคนธรรมดา เพราะฉะนั้นหากมีรถวิ่งปาดหน้า เด็กวิ่งข้ามทางม้าลายแบบไม่ทันตั้งตัว รถของเราก็จะตอบสนองได้ทันการกว่าครับ
    รู้มั๊ยว่าระหว่างที่คุณอ่านโพสต์นี้ มีคนเสียชีวิตบินถนนในประเทศอเมริกาแล้ว 5 คน เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณ Chris ถึงอยากให้เรามีเทคโนโลยีนี้เร็วๆ
Driverlesscar5
รถเห็นสิ่งต่างๆ มากกว่าเราเห็น

คำถามสุดท้ายคือ เมื่อไหร่?

ตอนนี้ทีมของคุณ Chris ทดลองขับไม่ต่ำว่า 5 ล้านิโลเมตร ทุกวัน! และรถของ Google ยังไม่เคยทำก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเลย ส่วนตัวผมว่าเทคโนโลยีนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว อีกอย่างที่จะติดคือกฏหมายซะมากกว่า ทั้งนี้ผู้เชียวชาญหลายคนคาดว่าเราจะมีรถที่ขับเองได้เต็มท้องถนนในช่วงปี 2040 แต่จะเริ่มมีให้นั่งเล่นตั้งแต่ปี 2020 แล้ว

สำหรับกรุงเทพที่มีซอยปราบเซียนเต็มไปหมด แถมมอเตอร์ไซค์ที่แม้แต่คนยังเดาไม่ถูกว่ากำลังจะทำอะไร อาจจะใช้เวลานานกว่ารถจะเข้าใจเมืองของเรา แต่ผมคิดว่าเทคโนโลยีมันมาเร็วกว่าที่เราคิดแน่นอนครับ!

Driverlesscar2


 

หากมีเวลา ลองการสาธิตจริงของรถที่ขับเองได้ใน TEDtalk ของคุณ Chris กันคับ

 

Facebook Comments

Similar Articles