The moral bias behind your search results โดย Andreas Ekström

หัวข้อการบรรยายครั้งนี้ เกิดจากการที่คุณ Ekström ได้ลองตั้งคำถามกับนักเรียนของตนอยู่เป็นระยะ ว่า “ทำไมพวกคุณถึงใช้ google?”

คำตอบที่เขาได้รับ มักจะวนเวียนอยู่เพียงสามอย่าง นั่นคือ “ก็ใช้แล้วมันเวิร์คดี”“ไม่รู้จะใช้อะไรอย่างอื่นแทน” และ “การใช้ google ทำให้ผมมั่นใจว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีและเที่ยงตรงที่สุด”

โดยในสามคำตอบนี้ สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกปวดหัวตุ้บๆ คือการที่มีคนเข้าใจว่า google ให้ผลลัพธ์ที่เที่ยงตรง(unbiased)ที่สุด 

ก่อนที่จะพูดถึงประเด็นดังกล่าว คุณ Ekström ได้ชี้แจงว่า หากคุณต้องการค้นหาข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งเดียว เช่น “เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสมีชื่อว่าอะไร “ คุณก็สามารถใช้ google หาคำตอบได้เลย ไม่ต้องกังวลอะไรมากมาย

แต่หากคุณกำลังหาสิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น “ทำไมอิสราเอลกับปาเลสไตน์จึงมีปัญหาขัดแย้งกัน” ในตอนนี้ คุณไม่ได้ค้นหาข้อเท็จจริงหนึ่งเดียวแล้ว สิ่งที่คุณหาอยู่คือองค์ความรู้ ซึ่งได้จากการนำข้อเท็จจริง อาจจะสิบ หรือยี่สิบเรื่องมาวางเรียงต่อกัน และตัดสินว่าในบรรดาข้อมูลที่ถูกต้องเหล่านี้ คุณให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่า

แน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมีความคิดแตกต่างกัน ดังนั้นเราควรจะคัดกรององค์ความรู้ที่ได้ โดยการพูดคุยหารือกับคนอื่นๆรอบตัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง อาจารย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่แท้จริง

การใช้ผลลัพธ์ที่ได้จาก search engine อย่างเดียว สำหรับกรณีนี้นั้น จึงไม่ค่อยเข้าท่ามากนัก

ตัวอย่างสำหรับกรณีนี้ ที่คุณ Ekström ยกมา คือการเสิร์ช google ถึง Michelle Obama สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ และ Anders Breivik ผู้ก่อการร้ายคดีวางระเบิดและฆาตกรรมหมู่

ในปี 2009 Michelle Obama ตกเป็นเหยื่อของการเหยียดชาติพันธุ์ โดยหล่อนถูกตัดต่อรูปให้ดูเหมือนลิง หากคุณเสิร์ช google ว่า Michelle Obama ในช่วงนั้น คุณก็จะพบภาพตัดต่อล้อเลียนดังกล่าวเต็มไปหมด

ทั้งนี้ วิธีการกลั่นแกล้งดังกล่าวสามารถทำได้ง่ายมาก เพียงแค่คุณอัพโหลดภาพล้อเลียนนั้น โดยเขียน caption ว่า Michelle Obama และตั้งชื่อไฟล์ทำนองว่า MichelleObama.jpeg เพียงเท่านี้ ผลลัพธ์ที่ได้จากการเสิร์ช google ก็จะเป็นไปในทางที่คุณต้องการแล้ว

ขณะเดียวกัน Anders Breivik ที่ก่อคดีร้ายแรงมากมายในปี 2011 ก็ได้ใช้วิธีการดังกล่าวนี้ในการโปรโมทและควบคุมภาพลักษณ์ของตัวเองทางอ้อม เขาเพียงนั่งรอให้คน google หารูปหรือข้อมูลของเขา และสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา ก็เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการ นั่นคือพบแต่รูปที่ดูดี และคำพูดโฆษณาชวนเชื่อของเขา ที่เขาเตรียมไว้ก่อนหน้าแล้ว

อย่างไรก็ตาม Nikke Lindqvist นักพัฒนาเว็บชาวสวีเดนผู้หนึ่ง ได้เริ่มรณรงค์ให้ทุกคนต่อต้านการกระทำอันเลวทรามของ Breivik โดยการไปหารูป “สุนัขที่กำลังขี้” และอัพโหลดรูปดังกล่าวในชื่อ Breivik.jpeg

แล้วมันก็ได้ผลครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หากคุณเสิร์ชหาข้อมูลของ Breivik ในช่วงนั้น ก็จะพบกับรูปสุนัขขี้เต็มไปหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของ Breivik ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง สำหรับกรณี Michelle และ Breivik ก็คือ Google รีบเข้ามาลบภาพล้อเลียนของ Michelle ออกไปจากระบบทั้งหมดแทบจะทันที แต่กลับไม่สนใจภาพล้อเลียนของ Breivik เลย

พูดง่ายๆก็คือ Google เข้ามาแทรกแซงผลการค้นหาของกรณีหนึ่ง แต่อีกกรณีที่คล้ายกัน พวกเขาเลือกที่จะปล่อยมันทิ้งไว้แบบนั้นไปสักระยะใหญ่

ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ? คำตอบก็ง่ายมากครับ เพราะ Michelle เป็นคนดี ไม่ควรถูกกลั่นแกล้งแบบนี้ และ Breivik เป็นคนเลว สมควรได้รับการประณามแล้ ซึ่งจุดนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่เห็นด้วย

ดังนั้น ข้อคิดที่ได้จากตัวอย่างดังกล่าวก็คือ ในอัลกอริธึมที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบของ google นั้น สุดท้ายก็ยังมีการตัดสินใจและอคติของบุคคลอยู่เบื้องหลังเสมอนั่นเอง

การตัดสินใจดังกล่าว ก็อยู่ในพื้นฐานง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น
 – เราชอบหรือไม่ชอบคุณ
– เราเชื่อหรือไม่เชื่อคุณ
– เราคิดว่าคุณถูกหรือเราคิดว่าคุณผิด
– คุณคือ Michelle Obama หรือคุณคือ Breivik

จงจำไว้เสมอว่าในอัลกอริธึมของการค้นหาข้อมูลต่างๆ ย่อมมีมนุษย์ออกแบบและควบคุมอยู่เบื้องหลัง

และมนุษย์ทุกคน ย่อมมีความคิด ความเชื่อ และอคติเป็นของตัวเอง

วันที่เราสามารถพูดได้เต็มปาก ว่า”ผลลัพธ์จากการเสิร์ช google เป็นสิ่งที่เที่ยงตรงที่สุดแล้ว” คงเป็นปริศนาต่อไป…

 

สนใจฟัง TEDtalk ของคุณ Andreas Ekström ได้ที่นี่

Facebook Comments

Similar Articles