For parents, happiness is a very high bar โดย Jennifer Senior

Jennifer Senior เป็นคุณแม่ของลูกอายุ 6 ขวบและได้เขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทของพ่อแม่ที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน เธอเล่าว่าทุกวันนี้ในร้านหนังสือมีหนังสือสอนเลี้ยงดูลูกสำหรับพ่อแม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสอนเลี้ยงดูให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม สอนให้เด็กมีความรู้ทางการเงิน สอนให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความว้าวุ่นใจของเหล่าผู้ปกครองที่จะต้องพยายามเลี้ยงลูกให้ออกมาดีที่สุด เหล่าพ่อแม่ที่มีความรู้สึกเหมือนกับว่าการเลี้ยงดูลูกเป็นวิกฤตการณ์ในชีวิตอย่างหนึ่ง

หลายงานวิจัยออกมายืนยันคำกล่าวอ้างนี้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผลการศึกษาที่ว่าคนที่มีลูกมีความเครียดสูงกว่าคนที่ไม่มีลูก ความพอใจในชีวิตคู่ของพวกเขาก็น้อยกว่าคนที่ไม่มีลูก รวมถึงความสุขที่พ่อแม่ปฏิสัมพันธ์กับลูกๆ ของตัวเองนั้นยังต่ำพอๆ กับการพูดคุยกับคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวลูก แต่จากการเป็นพ่อแม่นี่เอง และปัญหานี้เกิดขึ้นมาไม่นานเท่าไรนัก เพราะเมื่อเรามองย้อนกลับไปแล้ว บทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ และลูก ก็เปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับในอดีต สมัยนั้น เด็กมีหน้าที่ช่วยทำงานในฟาร์ม หรือทำงานในโรงงาน เพื่อหาเงินสมทบครอบครัว เด็กๆ เคยถูกมองเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจมาก่อน ฉะนั้น การเลี้ยงดูลูกจึงมีความสมดุลระหว่างลูกที่หาเงินให้กับพ่อแม่ที่คอยเลี้ยงดูให้อาหาร และให้ที่อยู่อาศัย แม้หลังจากยุคนั้นเป็นต้นมา นับเป็นเรื่องดีที่เด็กได้รับสิทธิที่ดีขึ้นในการศึกษาและไม่ต้องใช้แรงงานอีกต่อไป ตามที่นักสังคมศาสตร์กล่าวว่า ลูกในสายตาของพ่อแม่ยุคใหม่นั้น “ไม่มีค่าทางเศรษฐกิจ แต่มีค่าทางความรู้สึกอย่างประเมินมิได้” แต่มันก็กลับกลายเป็นภาระของพ่อแม่มากขึ้น

เมื่อลูกๆ ไม่ทำงานให้เรา เราก็เป็นฝ่ายทำงานให้ลูก หาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จ ช่วยลูกทำการบ้าน พาลูกไปเข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร เช่นการพาลูกไปร่วมชมรมกีฬา เพื่อหวังว่าลูกจะได้มีทักษะการอยู่ร่วมกันเป็นทีม หรือการให้ลูกเรียนภาษาจีนกลาง เพราะคิดว่าภาษาจีนกลางจะมีอิทธิพลในอนาคต ทั้งๆ ที่เราไม่สามารถทำนายสิ่งใดได้แน่นอน เราหวังแค่ว่าสิ่งที่เราป้อนให้ลูก คงจะมีประโยชน์ต่อตัวเขาในอนาคต

นอกจากนี้ พ่อแม่ต่างทุ่มเทเวลาให้กับลูกมากกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งสมัยนั้นผู้หญิงยังไม่ได้ทำงานเลยด้วยซ้ำ ปัจจุบัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำงาน ทำให้การเลี้ยงดูลูกอยู่ในภาวะวิกฤติ พ่อแม่ไม่รู้ว่าควรเลี้ยงดูลูกอย่างไรภายใต้สถานการณ์ที่ทั้งคู่ต่างก็ต้องหาเลี้ยงชีพ ซึ่งแม้ผลสำรวจบอกว่า คุณแม่ยังเป็นฝ่ายที่ทุ่มเทเวลาเลี้ยงดูลูกมากกว่าฝ่ายพ่อก็ตาม แต่คุณพ่อก็พยายามใช้เวลากับลูกๆ มากขึ้นกว่าในอดีต เพื่อต้องการเป็นคุณพ่อที่ดีให้ได้ จนฝ่ายชายดูจะเป็นฝ่ายที่มีปัญหาในการแบ่งเวลาชีวิตและครอบครัวมากกว่าฝ่ายหญิง

สภาพสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อให้การเลี้ยงดูลูกนั้นมีความยากลำบาก ได้แก่สภาพผู้ปกครองรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เช่น ลูกที่มีพ่อ 2 คน, แม่ 2 คน, พ่อเลี้ยงเดี่ยว, แม่เลี้ยงเดี่ยว ฯลฯ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างก็ต้องดิ้นรนหาวิธีเลี้ยงลูกให้ดีโดยไม่มีตำราใดๆ มาช่วยชี้นำพวกเขาได้ หรือสวัสดิการสังคมในบางประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ที่ไม่จ่ายเงินเดือนให้กับคุณแม่ช่วงระหว่างที่ลาคลอดลูก เป็นต้น

baby-17316_960_720                                                                                                                                                      รูปภาพประกอบจาก pixabay.com

 

อีกทั้งในปัจจุบัน เหล่าพ่อแม่พยายามอย่างมากเกินไปที่จะปกป้องลูกๆ จากสิ่งเลวร้ายบนโลกนี้ ตัวอย่างเช่น การ์ตูน Sesame Street ถูกนำไปพิจารณาภายหลังว่าเป็นการ์ตูนที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เพราะมีตัวละครในเรื่องตัวหนึ่งสูบบุหรี่ เป็นต้น ทั้งนี้ Jennifer คิดว่า เป้าหมายเดียวของการเป็นพ่อแม่ในยุคนี้ คือการทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจในตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และทำให้ลูกมีความสุข สิ่งเหล่านี้พ่อแม่ไม่สามารถสอนลูกให้มีความสุขได้โดยตรงเหมือนทักษะอื่นๆ เช่นการไถนา ปั่นจักรยาน มันไม่ยุติธรรมสำหรับทั้งพ่อแม่ที่จะต้องแบกรับเป้าหมายที่จะให้ลูกมีความสุขนี้ไว้ และมันก็ไม่ยุติธรรมสำหรับเด็กเช่นกันที่จะถูกบังคับให้มีความสุข

ตอนที่ Jennifer ให้กำเนิดลูกชายของเธอขึ้นมา เธอได้ให้คำสัญญาแก่ลูกของเธอว่า “แม่จะพยายามไม่ทำให้ลูกต้องเจ็บปวด” หารู้ไม่ว่านั่นคำสาบานของฮิปโปเครติส (Hippocratic’s Oath: คำสาบานของบิดาการแพทย์ยุคกรีกโบราณ ที่เป็นแนวทางจรรยาบรรณแก่แพทย์ยุคปัจจุบัน) ตอนนี้เธอระลึกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่รักษาสัญญาได้ยากเหลือเกิน เพราะบ่อยครั้งเธอก็เผลอทำให้ลูกต้องเจ็บปวดและก็อยากจะอ้อนวอนต่อพระเจ้าที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งเหล่านั้น แต่เธอก็หวังว่า ในยุคต่อไปเมื่อมองไปที่ชั้นหนังสือเลี้ยงดูลูกในร้านหนังสือ มุมมองของการเลี้ยงดูลูกของสังคมจะเปลี่ยนไปจากนี้ เปลี่ยนไปสอนให้คนเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ มีศีลธรรม และหวังว่าพวกเขาจะมีความสุขได้ด้วยตัวพวกเขาเอง แต่ระหว่างนี้ พวกเราก็คงพยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดตามวิธีดั้งเดิม และหวังว่าทั้งสองฝ่าย พ่อแม่ และลูก จะมีความสุขร่วมกันได้ในที่สุด


ขอแนะนำให้เข้าไปฟังคุณ Jennifer พูดฉบับเต็มใน TEDtalk (18 นาที) ด้วยนะครับ รับรองว่าดูแล้วซึ้งแน่นอน

Facebook Comments

An economist by profession but personal enthusiasm has spread far across psychology, philosophy, science and other social topics.

Similar Articles