Everything You Think You Know About Addiction Is Wrong โดย Johann Hari 

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราทิ้งหนูตัวหนึ่งไว้ในกรง และตั้งชามน้ำ 2 ชามให้มันเลือกดื่ม โดยน้ำในชามที่หนึ่งมีสารเฮโรอินซึ่งเป็นสารเสพติดผสมอยู่ด้วย  ส่วนน้ำในชามที่สองนั้นเป็นน้ำดื่มปกติไม่ผสมอะไร

คงเดาได้ไม่ยาก.. ในไม่ช้าหนูผู้เคราะห์ร้ายก็ตกเป็นทาสของเฮโรอีน  เอาแต่ดื่มน้ำที่ผสมเฮโรอินด้วยความติด จนต้องตายไปเพราะเสพยาเกินขนาด

ทุกคนคงเคยถูกสอนว่าถ้าเราเสพสารเสพติดอะไรบางอย่างเข้าไปเยอะๆ เป็นระยะหนึ่ง สมองและร่างกายของเราก็จะติดสารเสพติดนั้น จนทำให้เราไม่สามารถเลิกอาการ “ติด” นี้ได้ ยกเว้นซะว่าเราถูกห้ามอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ในปี 1970 ศาสตราจารย์ Bruce Alexander สังเกตว่า เจ้าหนูแต่ละตัวที่เราทำการทดลองเนี่ย มันถูกขัง “แบบเดี่ยว” กันหมดมาตลอด  เขาอยากรู้ว่า ถ้าเราจับหนูมาอยู่ใน “สวรรค์แห่งหนู” ที่มีอาหารพร้อม มีเพื่อนให้เล่นด้วย มีคู่รักให้ชีวิตตื่นเต้นล่ะ หนูแต่ละตัวยังจะเลือกดื่มน้ำที่ผสมเฮโรอีนผสมอยู่รึเปล่า?

สวรรค์ของหนูนั้นคนละเรื่องกับการทดลองเดี่ยว – ที่มา: stuartmcmillen.com

ผลลัพธ์ของการวิจัยครั้งนี้ได้ทำลายความเข้าใจเกี่ยวกับการติดสารเสพติดที่ผ่านมาอย่างมาก..

หนูทุกตัวที่อยู่ในสวรรค์ของหนูนั้น ไม่มีตัวไหน “ติด” น้ำที่ผสมเฮโรอีนเลย! อาจมีดื่มบ้าง แต่ไม่มีตัวไหนที่กินแบบบ้าคลั่งจนตายเลย ยังไงกันแน่?

คุณ Alexander สรุปการทดลองนี้ว่า สิ่งที่ทำให้หนู “ติด” เฮโรอีนนั้นไม่ใช่ตัวสารเคมีในเฮโรอีนเอง.. แต่เป็นการขาดความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น  แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะน้องหนูนะครับ มนุษย์อย่างเราก็มีพฤติกรรมไม่ต่างจากหนูเลย!

คุณ Johann ผู้เป็นวิทยากรใน TEDtalk นี้ยกตัวอย่างคนไข้ที่ถูกฉีดด้วยสารเสพติด Diamorphine ที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นสารเสพติดที่แรงกว่าเฮโรอีนตามท้องถนนซะอีก เป็นเวลาหลายวัน ก็ไม่มีใครที่กลับมาเสพติดสารนั้นหลังจากที่หายดี  เช่นเดียวกัน ในกรณีของทหารชาวอเมริกันที่ใช้เฮโรอีนกันเป็นว่าเล่นในช่วงสงครามในประเทศเวียดนาม กว่า 95% ไม่กลับมาใช้เฮโรอีนต่อเมื่อกลับบ้าน

ใช่แล้ว คำตอบของการเลิกการเสพติด มันไม่ได้อยู่ที่การห้ามสารเสพติด แต่มันอยู่ที่ “การสร้างความสัมพันธ์”

คุณ Johann บอกว่า มนุษย์เราถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสัมพันธ์กับบางอย่างเสมอ ไม่ว่าจะกับครอบครัว กับงาน หรือกับคนรัก หรือสิ่งอื่นๆ  แต่เมื่อไหร่ที่เราโดนสังคมทอดทิ้ง โดนกดขี่ หรือ เจอปัญหาที่เราคนเดียวนั้นเกินจะทนไหว เราก็จะเริ่มหันหลังให้กับความสัมพันธ์ดีๆ และสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งเสพติดแทน ไม่ว่าจะเป็น เฮโรอีน  เหล้าสุรา สื่อลามก หรือแม้กระทั่งตัวเลข Like ในมือถือของเรา ซึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีสารเสพติดจริงๆ ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้เขายังเตือนว่าสมัยนี้ เทคโนโลยีได้ทำให้เรา “เชื่อมต่อ” กับคนอื่นได้มากขึ้น  แต่จำนวน “ความสัมพันธ์” กับคนรอบข้างที่ใส่ใจเราจริงๆ นั้นมีแต่จะลดลง แถมเราก็ไม่ได้ใส่ใจซะเท่าไหร่เลยด้วย

เรากำลังสนใจเพื่อนในมือถือ แต่ในขณะเดียวกัน แต่ละคนในสังคมนั้นกำลังมี “เพื่อนสนิท” น้อยลงไปทุกที – ที่มารูป digitaltrends.com

นอกจากนี้แล้ว คุณ Johann อยากให้หันกลับมามองด้านสังคมของเราบ้าง   การที่เรามองคนที่ติดสารเสพติดเป็นคนไม่ดี คนที่ควรถูกจับเข้าคุก หรือคนที่เราไม่ควรเข้าใกล้ มีแต่จะทำให้พวกเขาหันหน้าเข้าสู่สิ่งเสพติดมากขึ้น ไม่ต่างจากหนูผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกขังเดี่ยวอยู่ในกรง

แต่ถ้าคุณเชื่อศาสตราจารย์  Alexander คุณก็ต้องเปลี่ยนความคิดนี้ซะ แม้มันจะยากที่จะทำใจยอมรับและสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา แต่มันคือทางออกเดียวในตอนนี้ ที่ได้ผลจริง  สิบห้าปีหลังจากที่รัฐบาลโปรตุเกสได้เปลี่ยนการ “ตัดขาด” ผู้ติดสารเสพติดจากโลกภายนอก มาเป็นการ “สร้างสายสัมพันธ์” ระหว่างพวกเขากับสังคม อัตราการติดสารเสพติดในโปรตุเกสได้ลดลงถึง 50 % เลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นในระดับครอบครัว หรือระดับประเทศ คุณ Johann บอกว่า “คุณต้องรักพวกเขา และบอกเขาว่า เขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง  เพราะในที่สุดแล้ว  สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการเสพติด คือการมีความสัมพันธ์ครับ

ที่มา: fitlife.tv

ที่มา:

วิดีโอสรุปให้แบบสั้นและสนุก

Facebook Comments

Similar Articles