Falling in love is the easy part โดย Mandy Len Catron

ประมาณช่วงมกราคมที่ผ่านมานี้(2015) หลายๆคนอาจจะเคยอ่านหรือผ่านตาเรื่อง “To Fall in Love With Anyone, Do This” ซึ่งเป็นบทความที่ เขียนโดย Mandy Len Catron ลงใน New York Times โดยมีเนื้อความเกี่ยวกับบทสรุปของการทดลองในเชิงจิตวิทยาที่พยายามสร้างความรักระหว่างคนสองคนขึ้นมาในห้องทดลอง และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ TED Speaker ของเรา Mandy Len Catron นำมาทดลองกับตัวเอง!

 

แม้แต่ The Big Bang Theory ซีรี่ซิทคอมชื่อดังยังเคยเอามาเล่น

 

โดยการทดลองประกอบไปด้วยสองสเต็ปง่ายๆดังนี้

  1. ให้คนแปลกหน้าสองคนผลัดกันถาม-ตอบชุดคำถามซึ่งมีทั้งหมด 36 ข้อ
  2. สบตากันเป็นเวลา 4 นาทีโดยห้ามพูดอะไร (มันยากกว่าที่คิดนะ!)

ตัวอย่างคำถาม:

  • ถ้าพรุ่งนี้คุณตื่นมาแล้วสามารถเลือกเพิ่มคุณสมบัติหรือความสามารถพิเศษอย่างนึงให้ตัวเองคุณจะเลือกอะไร?
  • คุณร้องให้ต่อหน้าคนอื่น/กับตัวเอง ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
  • บอกคู่ของคุณว่าคุณชอบอะไรในตัวเค้า (บอกแบบจริงใจนะ!สมมุติว่าสนิทกันแล้วก็ได้)?

โดยสิ่งที่ทำให้ Mandy สนใจงานทดลองนี้เป็นเพราะ หนึ่งในคู่ที่เข้าร่วมทดลองดันไปแต่งงานกันจริงๆ หลังจากนั้น 6 เดือน! และยิ่งกว่านั้นพอตัว Mandy ได้มีโอกาสทดลองกับตัวเองก็ดันไปตกหลุมรักผู้ร่วมทดลองของหล่อนเหมือนกันนี่สิ เขียนมาถึงตรงนี้ขนาดตัวผมเองยังชักอยากรู้แล้วละสิว่าไอ้ตัวชุดคำถาม 36 ข้อนี่มันมีที่มาที่ไปยังไง เผื่อจะไปลองกับสาวๆ มั่ง

สำหรับชุดคำถามนี้ได้ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดย  Dr. Arthur Aron เมื่อปี 1997 โดยที่ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้คนตกหลุมรักกัน แต่แค่พยามยามทำให้คนมีความรู้สึกคุ้นเคย สนิทชิดเชื้อกันมากขึ้นเท่านั้น (คิดซะว่าเหมือน เป็ยเวอร์ชั่นรวบรัดของ Breaking Ice Activities ละกัน) แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าเปลี่ยนชื่อเป็น 36 คำถามที่จะทำให้คนสนิทกันมากขึ้น มันก็คงจะไม่ได้รับความสนใจและมีคนติดตามขนาดนี้จริงมั้ยครับ

เรื่องราวหลักๆที่ Mandy นำมาพูดใน TED talk ครั้งนี้จะไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เธอค้นพบระหว่างการทดลอง หรือชุดคำถาม 36ข้อนะครับ (สำหรับผู้ที่สนใจผมจะแปะลิงค์ทั้งตัว article และชุดคำถามไว้ด้านล่างนะครับ) แต่จะเกี่ยวกับสิ่งที่เธอค้นพบและได้เผชิญหลังจากการทดลองมากกว่าซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับ

ก่อนที่เธอจะส่งเรื่องราวของเธอไปให้ New York Times เธอไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวความรักที่เกิดจากห้องทดลองของคู่เธอจะได้รับความสนใจอย่างล้นหลามขนาดนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตคู่เมื่อเรื่องราวความรักที่ควรจะเป็นเรื่องส่วนตัวกลับกลายเป็น topic ที่ได้รับความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก (ก็แม่คุณดันอยากส่งเรื่องไปเองหนิ!) แต่สิ่งหนึ่งที่เธอได้รับรู้และค่อนข้างทำให้ตัวเธอ(รวมถึงตัวผม)ค่อนข้างแปลกใจก็คือ คำถามที่ผู้คนที่ชอบถามเธอ ทั้งเพื่อนสนิท คนที่เจอกันโดยบางเอิญ คนแปลกหน้า คุณป้าร้านขายส้มตำ ลุงดำทำวัสดุก่อสร้าง ลุง…. พอก่อนครับเดี๋ยวไม่จบ คำถามกลับไม่ใช่ “ไอ้การทดลองนั่น หรือคำถาม36ข้อนั่นมันทำให้คนตกหลุมรักกันได้ยังไง?” แต่กลับเป็น “ทุกวันนี้ยังคบกันอยู่มั้ย?

หลังจาที่ถูกถามคำถามเดิมๆซ้ำๆ กันทุกวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ Mandy ก็เริ่มตระหนักได้ถึงความหมายโดยนัยของคำถามนี้ ผมขออณุญาต Quote คำพูดท่อนนึงของ Mandy นะครับ

“What I want from love is a guarantee, not just that I am loved today and that I will be loved tomorrow, but that I will continue to be loved by the person I love indefinitely. Maybe it’s this possibility of a guarantee that people were really asking about when they wanted to know if we were still together”.

“สิ่งที่ชั้นต้องการจากความรักคือการรับประกัน ที่จะถูกรักตอบโดยคนที่ชั้นรัก,ไม่ใช่แค่วันนี้หรือวันพรุ่งนี้แต่ตลอดไป ชั้นคิดว่าไอ้การรับประกันอันนี้แหละ คือสิ่งที่คนอยากรู้จริงๆตอนที่เค้าถามว่าทุกวันนี้เรายังคบกันอยู่มั้ย”.

เพราะการที่คนสองคนตกหลุมรักกันมันต่างจาการที่คนสองคนพยายามคงมั่นในความรักที่มีให้กัน เมื่อเทียบกันแล้วการตกหลุมรักมันเป็นเรื่องง่ายกว่าเยอะ การทดลองนี้ก็เช่นกัน มันเป็นแค่ทางลัดที่ทำให้คนสองคนรู้จักกันเร็วขึ้น สนิทกันมากขึ้นแต่มันไม่ได้ช่วยให้คนสองคนประคับประคองและสานต่อความความสัมพันธ์ได้ มันเป็นเรื่องของคนสองคนที่ประกอบไปด้วยหลายปัจจัยมากๆ

ถึงยังไงก็ตาม Mandy กับหนุ่มคนนั้นก็ยังคบกันอยู่ถึงปัจจุบันนะครับ

สุดท้ายนี้ใครที่อยากลองเอาการทดลองนี้ไปใช้ก็อย่าลืมมาเล่าผลลัพธ์ให้ฟังด้วยนะครับ

36 Questions

To falling in love with anyone do this

ดู Tedtalk ของคุณ Mandy แบบเต็มได้ที่นี่ครับ

Facebook Comments

Similar Articles